[โตเกียว] – ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องพิจารณาคดีในกรุงโตเกียวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจแห่งความผิดหวัง เมื่อศาลแขวงโตเกียวอ่านคำพิพากษาล่าสุดที่ระบุว่า การที่กฎหมายแพ่งและกฎหมายจดทะเบียนครอบครัวของญี่ปุ่นไม่ยอมรับการแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกันนั้น “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงสำหรับคู่รัก LGBTQ+ ในญี่ปุ่น แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ความล่าช้าทางสังคมของญี่ปุ่น ในฐานะชาติเดียวในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ที่ยังไม่มีกฎหมายรับรองการสมรสเท่าเทียม

คำพิพากษาบนทางแพร่ง ตีความ “มาตรา 24”
หัวใจสำคัญของคำตัดสินครั้งนี้อยู่ที่การตีความ รัฐธรรมนูญมาตรา 24 ของญี่ปุ่น ซึ่งบัญญัติไว้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า “การสมรสจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความยินยอมของทั้งสองเพศ (Both sexes)”
ผู้พิพากษาให้เหตุผลว่า เจตนารมณ์ดั้งเดิมของรัฐธรรมนูญมุ่งเน้นไปที่การปกป้องสถานภาพชายและหญิงในการสร้างครอบครัวและการให้กำเนิดบุตรตามธรรมชาติ ดังนั้น การที่กฎหมายปัจจุบันจำกัดการสมรสไว้เฉพาะชายและหญิง จึงถือว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ และ “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”
อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของคำพิพากษา (Obiter Dicta) ศาลได้ทิ้งทายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้กฎหมายจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่การไม่มีกรอบกฎหมายใดๆ มารองรับความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันเลยนั้น เป็นเรื่องที่ “อยู่ในสภาวะที่น่ากังวลต่อความเท่าเทียม” ซึ่งเป็นการโยนลูกกลับไปให้รัฐสภา (Diet) เป็นผู้ดำเนินการแก้ไข
“นี่คือคำตัดสินที่ไร้หัวใจและเพิกเฉยต่อความเป็นจริงของสังคม” หนึ่งในโจทก์ผู้ยื่นฟ้องกล่าวทั้งน้ำตาหน้าศาล “เราไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ เราเพียงต้องการเป็น ‘ครอบครัว’ ที่กฎหมายมองเห็น”
ญี่ปุ่นในฐานะ “แกะดำ” ของ G7 และเอเชีย
ในขณะที่โลกตะวันตกก้าวไปไกล และเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างไต้หวัน (และไทยที่กำลังขับเคลื่อนกฎหมายนี้อย่างแข็งขัน) ได้สร้างประวัติศาสตร์ไปแล้ว ญี่ปุ่นกลับยังคงติดอยู่ในหล่มของระบอบปิตาธิปไตยและแนวคิดอนุรักษ์นิยม
- แรงกดดันทางเศรษฐกิจ สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ทางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุด ได้ออกมาเตือนรัฐบาลหลายครั้งว่า การขาดความเท่าเทียมทางเพศกำลังทำให้ญี่ปุ่นเสียเปรียบในการดึงดูด “Talent” หรือแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งประสบปัญหาในการย้ายพนักงาน LGBTQ+ มาประจำการที่โตเกียว เนื่องจากคู่สมรสของพวกเขาไม่ได้รับวีซ่าติดตาม
- กระแสสังคมที่เปลี่ยนไป ผลสำรวจล่าสุดโดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า ประชาชนญี่ปุ่นกว่า 70% สนับสนุนการสมรสเท่าเทียม และตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 80% ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า “ฝ่ายตุลาการและการเมือง” กำลังเดินสวนทางกับ “เจตจำนงของประชาชน”

ผลกระทบในชีวิตจริง มากกว่าแค่ทะเบียนสมรส
การที่ศาลตัดสินว่า ศาลโตเกียวตัดสินสมรสเพศเดียวกัน ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคู่รักเพศเดียวกันในญี่ปุ่นมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ
- สิทธิการรักษาพยาบาล คู่รักไม่มีสิทธิ์เซ็นยินยอมการรักษาพยาบาลฉุกเฉินให้อีกฝ่าย
- มรดกและภาษี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์รับมรดกตามกฎหมาย และต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคู่สมรสปกติหากมีการทำพินัยกรรมมอบให้
- สิทธิในตัวบุตร ในกรณีที่เลี้ยงดูบุตรด้วยกัน คู่รักอีกฝ่ายไม่มีสถานะเป็นผู้ปกครองทางกฎหมาย หากผู้ปกครองหลักเสียชีวิต เด็กอาจถูกส่งไปสถานสงเคราะห์แทนที่จะได้อยู่กับผู้ปกครองอีกคนที่เลี้ยงดูมา
ระบบ “คู่ชีวิต” (Partnership System) ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่การรักษา
เพื่อลดแรงเสียดทาน รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่ง รวมถึงกรุงโตเกียว ได้เริ่มใช้ระบบ “ใบรับรองคู่ชีวิต” (Partnership Certificate) ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 60% ของประเทศ
แต่ใบรับรองนี้ “ไม่ใช่กฎหมาย” ไม่มีผลผูกพันทางแพ่ง เป็นเพียงการขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนและโรงพยาบาลปฏิบัติต่อคู่รักเหล่านี้อย่างเท่าเทียม ซึ่งในทางปฏิบัติยังคงมีช่องโหว่และข้อจำกัดมากมาย
ฉากทัศน์การเมือง กำแพงหินของพรรค LDP
อุปสรรคสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ศาล แต่คือ พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลที่ครองอำนาจมายาวนาน ฐานเสียงหลักของพรรคคือกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอนุรักษ์นิยมในชนบทที่ยังยึดติดกับค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิม
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า “ตราบใดที่ LDP ยังกุมเสียงข้างมาก และฝ่ายค้านยังอ่อนแอ การผลักดันกฎหมายแก้ประมวลกฎหมายแพ่งในสภาไดเอทจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ศาลจะส่งสัญญาณเตือน แต่หากไม่ชี้ขาดว่า ‘ขัดรัฐธรรมนูญ’ ฝ่ายการเมืองก็จะยังคงเตะถ่วงต่อไป”
มุมมองเปรียบเทียบ แสงสว่างจากไทย vs ความมืดมนในญี่ปุ่น
ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังต่อสู้กับคำตัดสินที่น่าผิดหวัง ประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังได้รับความชื่นชมจากเวทีโลกในฐานะผู้บุกเบิก (Pioneer) หากร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยผ่านการรับรองโดยสมบูรณ์ จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อญี่ปุ่นในฐานะผู้นำเอเชีย ว่ากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังในประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
บทสรุป การต่อสู้ยังไม่จบ
ศาลโตเกียวตัดสินสมรสเพศเดียวกัน คำตัดสินของศาลโตเกียวในวันนี้ แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ในยกนี้ แต่ไม่ใช่จุดจบของสงคราม ทีมทนายความฝ่ายโจทก์ประกาศเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงและศาลฎีกาในทันที
ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองทั่วโลกสอนให้เรารู้ว่า การเปลี่ยนแปลงมักมาจากการปะทะกันระหว่าง “กฎหมายที่ล้าหลัง” กับ “ความรักที่ก้าวหน้า” ญี่ปุ่นอาจเดินช้ากว่าใครในกลุ่ม G7 แต่เสียงเรียกร้องบนท้องถนนย่านชิบูย่าและชินจูกุที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังพัดมา แม้แต่กำแพงศาลที่สูงตระหง่าน ก็ไม่อาจต้านทานได้ตลอดไป
แหล่งที่มาจาก : am2con