[ฮ่องกง] – กลิ่นควันไฟยังคงลอยคละคลุ้งเหนือย่านจอร์แดน (Jordan) ในฝั่งเกาลูน ท่ามกลางความโศกเศร้าที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะฮ่องกงและประชาคมโลก ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ที่เป็นอาคารที่พักอาศัยกึ่งพาณิชย์เก่าแก่ ได้พุ่งทะยานแตะหลัก 128 ศพ กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมอัคคีภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของฮ่องกง แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าเปลวเพลิง คือการเปิดเผยเบื้องหลังความเน่าเฟะของกระบวนการปรับปรุงอาคาร ที่นำไปสู่การจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 ราย ในข้อหาหนักที่สังคมกำลังจับตามอง

ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ลากคอ “ผู้สั่งการ” หลังฉาก
เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้ กองบัญชาการตำรวจฮ่องกง (Hong Kong Police Force) ได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการจัดการโครงการชื่อดัง (สงวนชื่อทางกฎหมาย) ในย่านเซ็นทรัล ก่อนจะนำไปสู่การจับกุมชาย 2 คน อายุ 45 และ 58 ปี ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงและผู้อำนวยการโครงการ (Project Director) ที่รับผิดชอบงานปรับปรุงอาคารมรณะแห่งนี้
แหล่งข่าวจากหน่วยอาชญากรรมเกาลูนตะวันตกเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากหลักฐานที่ชี้ชัดว่า มีการ “ละเมิดระเบียบความปลอดภัยอย่างร้ายแรง” ในระหว่างการปรับปรุงอาคาร “เราพบเอกสารคำสั่งที่ระบุให้ปิดระบบสปริงเกอร์และระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้เป็นการชั่วคราวเพื่อความสะดวกในการก่อสร้าง โดยไม่มีมาตรการทดแทน นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกองวัสดุก่อสร้างกีดขวางทางหนีไฟหลักทั้งสองทาง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เสียชีวิตจำนวนมากหนีออกมาไม่ได้” เจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุ
เจาะลึกนาทีมรณะ ทำไมยอดดับถึงพุ่งสูงผิดปกติ?
ตัวเลขผู้เสียชีวิต 128 ศพ เป็นสถิติที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับเมืองที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงอย่างฮ่องกง จากการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานและรายงานเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัย พบปัจจัยมรณะ 3 ประการที่มาบรรจบกัน
- กับดักการก่อสร้าง (Renovation Trap) อาคารดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงการซ่อมแซมใหญ่ (Major Renovation) ตามคำสั่งบังคับของรัฐบาล นั่งร้านและตาข่ายกันฝุ่นที่คลุมตัวอาคารภายนอก กลายเป็น “ปล่องควัน” (Chimney Effect) ที่เร่งให้ไฟลุกลามขึ้นสู่ชั้นบนอย่างรวดเร็ว และยังขัดขวางการช่วยเหลือทางอากาศ
- ประตูหนีไฟที่ไร้ความหมาย พยานผู้รอดชีวิตเล่าว่า ประตูหนีไฟหลายบานถูกล็อกตาย หรือถูกแทนที่ด้วยประตูกระจกชั่วคราวที่ไม่ทนไฟ ทำให้ควันพิษพวยพุ่งเข้าสู่โถงทางเดิน ซึ่งเป็นจุดที่พบร่างผู้เสียชีวิตมากที่สุด
- ความหนาแน่นของห้องเช่า (SDUs Density) ภายในอาคารเก่าแห่งนี้ถูกดัดแปลงเป็น “ห้องเช่าแบ่งซอย” (Subdivided Units) จำนวนมหาศาล เพื่อรองรับแรงงานข้ามชาติและผู้สูงอายุรายได้น้อย ห้องขนาดเล็กที่แออัดทำให้จำนวนผู้อยู่อาศัยจริงสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว

เสียงสะท้อนจากเหยื่อ “เราไม่มีทางหนีตั้งแต่แรก”
นางสาวหลี่ (นามสมมติ) ผู้อาศัยในชั้น 8 ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ด้วยการปีนออกทางหน้าต่างห้องน้ำ เล่าทั้งน้ำตาว่า “เราเคยร้องเรียนไปที่บริษัทจัดการโครงการแล้วว่า วัสดุก่อสร้างวางเกะกะทางเดิน และประตูหนีไฟเปิดยาก แต่พวกเขาบอกแค่ว่า ‘อดทนหน่อย เดี๋ยวก็เสร็จ’ สุดท้ายคนที่ต้องอดทนคือคนที่ตายไปแล้ว”
คำให้การนี้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาที่ตำรวจตั้งไว้กับ 2 ผู้บริหารที่ถูกจับกุม นั่นคือ “การฆ่าคนตายโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” (Gross Negligence Manslaughter) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงตลอดชีวิตในฮ่องกง
วิกฤตศรัทธาต่อ “จอห์น ลี” และระบบราชการ
เหตุการณ์ ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ครั้งนี้ กำลังกลายเป็นพายุทางการเมืองที่พัดถล่มคณะผู้บริหารเกาะฮ่องกง นายจอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารสูงสุด ได้เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมประกาศตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนอิสระ” เพื่อหาข้อเท็จจริงภายใน 3 เดือน
แต่คำถามที่สังคมต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้คือ
- ทำไมกรมอาคาร (Buildings Department) ถึงปล่อยให้มีการละเมิดความปลอดภัยร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นในโครงการที่มีบริษัทที่ปรึกษาควบคุม?
- ระบบการตรวจสอบอาคารเก่า (Mandatory Building Inspection Scheme) ล้มเหลวหรือไม่?
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า “นี่คือบททดสอบความสามารถในการบริหารจัดการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ หากสาวไปไม่ถึงตอ หรือมีการช่วยเหลือพวกพ้องในวงการอสังหาริมทรัพย์ ความโกรธแค้นของประชาชนอาจปะทุขึ้นมาอีกครั้ง”

ผลกระทบลูกโซ่ ตลาดอสังหาฯ และความเชื่อมั่นนักลงทุน
ข่าวการจับกุมผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ร่วงลงทันที นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลจะออกมาตรการคุมเข้มการปรับปรุงอาคาร (Regulatory Crackdown) ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนและชะลอโครงการต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ “อาคารสามไม่มี” (Three-nil buildings – ไม่มีนิติฯ, ไม่มีกลุ่มผู้อยู่อาศัย, ไม่มีการจัดการ) อีกกว่า 3,000 แห่งทั่วฮ่องกง ที่อาจเป็นระเบิดเวลาลูกต่อไป ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากนักท่องเที่ยวเริ่มกังวลเรื่องความปลอดภัยของที่พักราคาประหยัดในย่านเก่าแก่
มุมมองต่อประเทศไทย บทเรียนราคาแพงที่ต้องจดจำ
แม้เหตุการณ์จะเกิดในฮ่องกง แต่เป็นกระจกบานใหญ่สะท้อนถึงกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในไทย ที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าและการดัดแปลงอาคารผิดกฎหมาย
สิ่งที่ไทยต้องตระหนัก
- การควบคุมงานก่อสร้างในอาคารที่ยังมีคนอาศัยอยู่ มาตรการความปลอดภัยต้องเข้มข้นกว่าอาคารเปล่า
- ทางหนีไฟ ต้องเป็นเส้นทางแห่งชีวิต ไม่ใช่ที่เก็บของ
- ความรับผิดชอบของผู้บริหาร เมื่อเกิดเหตุ ต้องมีการลงโทษถึงระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่คนงานหน้างาน
บทสรุป ความยุติธรรมต้องไม่ถูกเผาไปกับกองเพลิง
ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายออกจากซากอาคาร สังคมฮ่องกงและทั่วโลกต่างจับตามองกระบวนการยุติธรรม การจับกุม 2 ผู้บริหารเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยุติธรรมให้กับ 128 ชีวิตที่สูญเสียไป
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ย้ำเตือนเราว่า ในเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมและตึกระฟ้าเสียดฟ้า “ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์” ต้องมีค่ามากกว่า “กำไร” และ “ความสะดวกสบาย” หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไฟนรกกองต่อไปก็พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ และครั้งหน้า ตัวเลขความสูญเสียอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ 128
แหล่งที่มาจาก : am2con