วิกฤต “รัฐยาเสพติด” พม่า: UNODC เผยพื้นที่ปลูกฝิ่นพุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ สะท้อนความล้มเหลวทางเศรษฐกิจหลังรัฐประหาร

การปลูกฝิ่นในเมียนมา

(กรุงเทพฯ/ย่างกุ้ง) – สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้เปิดเผยรายงานสำรวจฝิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2025 (Southeast Asia Opium Survey 2025) ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาค เมื่อตัวเลขล่าสุดบ่งชี้ว่า การปลูกฝิ่นในเมียนมา ได้ขยายตัวจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ตอกย้ำสถานะของเมียนมาในฐานะผู้ผลิตฝิ่นรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างเต็มรูปแบบ ทิ้งห่างอัฟกานิสถานที่ยังคงบังคับใช้มาตรการแบนยาเสพติดอย่างเข้มงวด รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติทางเกษตรกรรม แต่คือ “ใบเสร็จ” ที่ยืนยันถึงความล่มสลายทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารตลอดเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา

Myanmar opium poppy cultivation hits 10-year high as farmers pushed into  illegal trade | South China Morning Post

เมื่อ “ฝิ่น” คือทางรอดเดียว ภาพสะท้อนจากก้นบึ้งของสงคราม

รายงานของ UNODC ระบุว่า พื้นที่ปลูกฝิ่นในเมียนมาในปีนี้ได้ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่กว่า 58,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 362,500 ไร่) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนหน้า และถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา พื้นที่การระบาดหนักยังคงกระจุกตัวอยู่ในรัฐฉาน (Shan State) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์และการสู้รบ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการขยายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ในรัฐกะฉิ่น (Kachin) และรัฐชิน (Chin) ซึ่งบ่งชี้ว่า “เศรษฐกิจฝิ่น” กำลังกลืนกินพื้นที่เกษตรกรรมปกติของประเทศไปอย่างรวดเร็ว

เจเรมี ดักลาส (Jeremy Douglas) ผู้แทนระดับภูมิภาคของ UNODC กล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ ว่า

“สิ่งที่เรากำลังเห็นในเมียนมาไม่ใช่แค่อาชญากรรม แต่มันคือกลไกการเอาชีวิตรอด (Survival Mechanism) เกษตรกรไม่ได้อยากปลูกฝิ่นเพราะอยากเป็นอาชญากร แต่พวกเขาปลูกเพราะข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้ฝิ่นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวที่รับประกันรายได้และมีผู้รับซื้อแน่นอน”

ปัจจัยเร่งปฏิกิริยา ทำไมกราฟถึงพุ่งชันในปี 2025?

การพุ่งทะยานของตัวเลขการปลูกฝิ่นในปีนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการผสมผสานของ “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ

  1. สุญญากาศทางอำนาจ (Power Vacuum) สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพเมียนมา (Tatmadaw) และกองกำลังฝ่ายต่อต้าน (PDF/EAOs) ทำให้รัฐบาลกลางสูญเสียการควบคุมในพื้นที่ชนบท เปิดช่องให้กลุ่มติดอาวุธและขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อระดมทุนในการสู้รบ
  2. ผลพวงจากอัฟกานิสถาน (The Afghanistan Effect) การที่กลุ่มตาลีบันยังคงมาตรการห้ามปลูกฝิ่นอย่างเข้มงวดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ทำให้อุปทานฝิ่นในตลาดโลกขาดแคลน ส่งผลให้ราคารับซื้อหน้าฟาร์ม (Farm-gate price) ในเมียนมาพุ่งสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกฝิ่นแทนพืชไร่อื่นๆ ที่ราคาตกต่ำและมีต้นทุนปุ๋ยสูง
  3. วิกฤตค่าเงินจ๊าดและการล่มสลายของระบบธนาคาร เมื่อสกุลเงินท้องถิ่นไร้ค่าและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจเป็นศูนย์ “ฝิ่น” จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนสกุลเงินสำรอง (Hard Currency) ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคหรืออาวุธได้

Myanmar opium cultivation hit highest level in a decade, UN report says -  ABC News

เจาะลึกโครงสร้าง “Narco-Economy” เมื่อยาเสพติดกลายเป็น GDP หลัก

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าพื้นที่ปลูก คือ “ประสิทธิภาพ” ของการผลิต รายงานระบุว่าผลผลิตต่อไร่ (Yield) ในปี 2025 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการนำเข้าปุ๋ยและระบบชลประทานที่ดีขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ นำไปสู่ปริมาณผลผลิตฝิ่นดิบที่คาดการณ์ว่าจะสูงแตะระดับ 1,200 เมตริกตันในปีนี้

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า มูลค่าของเศรษฐกิจฝิ่นและเฮโรอีนในเมียนมาขณะนี้ อาจมีสัดส่วนสูงถึง 10-15% ของ GDP ที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งหากรวมกับตลาดยาบ้า (Methamphetamine) และยาไอซ์ (Crystal Meth) เมียนมาอาจกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “รัฐที่ล้มเหลว” (Failed State) ไปสู่ “รัฐยาเสพติด” (Narco-State) อย่างสมบูรณ์ ที่ซึ่งระบบเศรษฐกิจผิดกฎหมายมีขนาดใหญ่กว่าระบบเศรษฐกิจในระบบ

ดร. ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ (Dr. Richard Horsey) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก International Crisis Group (ICG) ให้ทัศนะว่า

“รัฐบาลทหารอาจจะปฏิเสธในเวทีโลก แต่ในความเป็นจริง พวกเขาไม่มีทรัพยากรพอที่จะปราบปราม และในบางพื้นที่ กองทัพเองหรือกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้อาณัติ ก็อาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์มหาศาลนี้เพื่อหล่อเลี้ยงกองกำลัง”

ผลกระทบโดมิโนต่ออาเซียนและไทย สึนามิยาเสพติดระลอกใหม่

การขยายตัวของ การปลูกฝิ่นในเมียนมา ส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นประตูหน้าด่าน (Gateway) สำคัญ

  • การทะลักของเฮโรอีน เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของไทย (ป.ป.ส.) รายงานการจับกุมเฮโรอีนบริสุทธิ์ได้ถี่ขึ้นและมีปริมาณล็อตใหญ่ขึ้นตามแนวชายแดนภาคเหนือ บ่งชี้ว่า “เส้นทางสายไหมสีดำ” กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง
  • ปัญหาสองแรงบวก (Double Trouble) สิ่งที่น่ากลัวคือ เมียนมาไม่ได้ผลิตแค่ฝิ่น แต่ยังเป็นฐานการผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ (Synthetic Drugs) ระดับโลก การที่มีทั้งฝิ่นและยาบ้าทะลักออกมาพร้อมกัน ทำให้ระบบสาธารณสุขและความมั่นคงชายแดนของไทย ลาว และจีน ต้องรับภาระหนักอึ้ง
  • อาชญากรรมข้ามชาติ เงินทุนจากการค้ายาเสพติดมักหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจสีเทาอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Centers) และบ่อนกาสิโนออนไลน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งสร้างปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

Myanmar opium poppy cultivation hits 10-year high as farmers pushed into  illegal trade | South China Morning Post

บทสรุป ทางตันของปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยการ “ถอนรากถอนโคน” เพียงอย่างเดียว

รายงานของ UNODC ทิ้งท้ายด้วยข้อสรุปที่น่าขบคิดว่า การแก้ปัญหา การปลูกฝิ่นในเมียนมา ในปัจจุบัน ไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการปราบปรามหรือทำลายไร่ฝิ่น (Eradication) เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต เพราะตราบใดที่ “สงคราม” ยังไม่จบ และ “ปากท้อง” ของประชาชนยังไม่ได้รับการดูแล ฝิ่นก็จะยังคงเบ่งบานต่อไป

ประชาคมโลกกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือการหาช่องทางช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) เพื่อดึงเกษตรกรออกจากวงจรอุบาทว์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความหวังที่ริบหรี่ในสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทยและอาเซียน สัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงได้ดังขึ้นแล้ว การเตรียมรับมือกับคลื่นยาเสพติดระลอกใหม่และการคุมเข้มชายแดน จะต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอให้สถานการณ์ในเมียนมาคลี่คลายด้วยตัวเองได้

 

แหล่งที่มาจาก : am2con