(SINGAPORE) — ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังผลักดันการยกเลิกโทษประหารชีวิต สิงคโปร์ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนและแข็งกร้าวถึงจุดยืนในการทำสงครามกับยาเสพติด ด้วยการดำเนินการ ประหารชีวิตนักโทษ ชาย 3 คนในเรือนจำชางงี ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นักโทษทั้งสามถูกตัดสินในข้อหาค้ายาเสพติด ซึ่งต้องโทษประหารชีวิตโดยสถานเดียวภายใต้กฎหมาย Misuse of Drugs Act ของสิงคโปร์ การเร่งรัดการลงโทษครั้งนี้ถือเป็นอัตราที่สูงผิดปกติในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เกิดเสียงประณามอย่างหนักจากองค์การสิทธิมนุษยชนสากล และยกระดับการถกเถียงถึงความจำเป็นและมนุษยธรรมของการลงโทษด้วยวิธีนี้ในประเทศที่ร่ำรวยและมีเสถียรภาพที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

รายละเอียดการประหาร จากคำพิพากษาสู่เพชฌฆาต
นักโทษทั้งสามถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการแขวนคอ ณ เรือนจำชางงี (Changi Prison) ในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา แหล่งข่าวระบุว่า พวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในฐานนำเข้าหรือครอบครองยาเสพติดประเภทควบคุม เช่น เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ในปริมาณที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น เกิน 15 กรัมสำหรับเฮโรอีนบริสุทธิ์)
ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับนักโทษ
- คดีเชื่อมโยงเครือข่าย สองในสามของนักโทษถูกระบุว่าเป็น “ตัวลำเลียง” (Drug Mules) ในเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับ “สามเหลี่ยมทองคำ” และมาเลเซีย
- การต่อสู้ทางกฎหมาย ครอบครัวของนักโทษได้ยื่นอุทธรณ์ครั้งสุดท้าย โดยอ้างถึงหลักฐานใหม่และประเด็นด้านสุขภาพจิต แต่ศาลอุทธรณ์สูงสุดได้ยกคำร้องทั้งหมด โดยยืนยันตามหลักนิติธรรมที่สิงคโปร์ยึดถือ
- การลงโทษโดยอัตโนมัติ ภายใต้กฎหมาย กฎหมายยาเสพติดสิงคโปร์ ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในการค้ายาเสพติดเกินปริมาณที่กำหนด จะต้องรับโทษ ประหารชีวิตสิงคโปร์ โดยไม่มีข้อยกเว้น เว้นแต่จะให้ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับทางการ ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก
ปรัชญาเบื้องหลัง การยับยั้งที่แข็งแกร่ง
รัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์ปกป้องการกระทำดังกล่าวทันที โดยยืนยันว่า โทษประหารยาเสพติด เป็นเครื่องมือสำคัญและมีประสิทธิภาพที่สุดในการยับยั้งการค้ายาเสพติด (Deterrence) และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกจากปัญหายาเสพติด
รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและการกฎหมายของสิงคโปร์ กล่าวย้ำว่า “เราไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้เสพ แต่เรามุ่งเป้าไปที่ผู้ค้าและผู้ทำลายชีวิตคนในประเทศ การลงโทษที่เด็ดขาดเช่นนี้เป็นการส่งสารที่ชัดเจนไปยังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติว่า อย่าใช้สิงคโปร์เป็นทางผ่านหรือเป็นตลาด ยาเสพติดจะทำลายสังคมของเรา และเราจะไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”
ข้อมูลสถิติที่รัฐบาลอ้างถึงแสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดของสิงคโปร์อยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และอัตราการเกิดซ้ำ (Recidivism) ก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชอบธรรมของนโยบาย

แรงต้านจากนานาชาติและวิกฤตสิทธิมนุษยชน
การเร่งดำเนินการ ประหารชีวิตสิงคโปร์ ทั้ง 3 รายนี้ ถูกตอบโต้ด้วยการประณามจากองค์การสิทธิมนุษยชนทั่วโลก องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าการลงโทษด้วยการแขวนคอสำหรับคดีที่ไม่ใช้ความรุนแรง (Non-violent crimes) เป็นการละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสิงคโปร์ใช้อำนาจในการอภัยโทษเป็นการด่วน
นอกจากนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Office) ได้แสดงความกังวลว่า การพิจารณาคดีในสิงคโปร์มีความบกพร่องในเรื่องของ “การสันนิษฐานความผิด” (Presumption of Guilt) ในบางกรณีของ กฎหมายยาเสพติดสิงคโปร์ ซึ่งผลักภาระการพิสูจน์ตนเองให้กับจำเลย
การเปรียบเทียบในอาเซียน จุดยืนที่โดดเดี่ยวของสิงคโปร์
การตัดสินใจของสิงคโปร์เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศในอาเซียนกำลังทบทวนหรือผ่อนปรนกฎหมายยาเสพติด
- มาเลเซีย เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด ได้ประกาศยุติการใช้โทษประหารชีวิตแบบบังคับ (Mandatory Death Penalty) สำหรับคดียาเสพติดไปแล้ว ทำให้ศาลสามารถพิจารณาโทษอื่นได้
- ไทย มีแนวโน้มที่ผ่อนคลายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปลดล็อกพืชกระท่อมและกัญชา แม้จะยังคงมีมาตรการเข้มงวดสำหรับยาเสพติดร้ายแรงอื่น แต่ก็มีการปรับลดโทษและเน้นการบำบัดมากขึ้น
- เวียดนาม/อินโดนีเซีย แม้ยังคงมีโทษประหารชีวิต แต่การดำเนินการไม่ได้ถี่เท่าสิงคโปร์ และมักเกิดจากคดีที่มีปริมาณการค้าสูงกว่ามาก หรือมีผู้ก่อการร้ายเข้ามาเกี่ยวข้อง
การที่สิงคโปร์ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวในการลงโทษสูงสุดนี้ จึงเป็นความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมและนิติศาสตร์ภายในภูมิภาคอย่างชัดเจน

บทสรุป ราคาที่ต้องจ่ายของความปลอดภัย
การ ประหารชีวิตสิงคโปร์ 3 รายใน 2 วัน สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลสิงคโปร์มองความปลอดภัยทางสังคมเหนือกว่าแรงกดดันทางด้านสิทธิมนุษยชนจากภายนอก พวกเขายอมรับ “ราคา” ของการถูกประณามในระดับนานาชาติ เพื่อรักษา “ความปลอดภัย” ภายในประเทศไว้
ในขณะที่โลกยังคงถกเถียงกันว่าการลงโทษที่รุนแรงคือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนหรือไม่ แต่สำหรับผู้บริหารในกรุงสิงคโปร์แล้ว กฎเหล็กของพวกเขา คือสิ่งที่ช่วยปกป้อง “ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ” ของประเทศนี้ให้คงอยู่ต่อไป
แหล่งที่มาจาก : am2con