[สงขลา/กรุงเทพฯ] – ภาพถ่ายทางอากาศเหนือพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในเวลานี้ แสดงให้เห็นทะเลสาบสีขุ่นคลั่กที่กลืนกินพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมไปจนสุดลูกหูลูกตา รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น Reuters หรือ AP ต่างพาดหัวข่าวด้วยตัวเลขที่น่าตกใจ “สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 2568” ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 2 ล้านคน หรือกว่า 600,000 ครัวเรือน
แต่ท่ามกลางตัวเลขความเสียหายมหาศาล กลับมีสถิติชุดหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้สังเกตการณ์นานาชาติและองค์กรบรรเทาทุกข์ระดับโลก นั่นคือตัวเลข “ผู้อพยพ” ที่เข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวของรัฐ ซึ่งมีจำนวนเพียงประมาณ 13,000 คน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ความช่วยเหลืออยู่ที่ไหน?” แต่เป็น “ผู้คนอยู่ที่ไหน?” บทความนี้จะพาไปสำรวจเบื้องหลังความย้อนแย้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเอาตัวรอดของคนไทย และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในกลยุทธ์ “เฝ้าบ้าน” ท่ามกลางวิกฤตสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ปรากฏการณ์ “Vertical Evacuation” การอพยพที่ไม่ปรากฏในสถิติโลก
ตามมาตรฐานการจัดการภัยพิบัติสากล (Global Disaster Management Standards) เมื่อเกิดอุทกภัยระดับรุนแรง การอพยพ (Evacuation) มักหมายถึงการย้ายผู้คนออกจากพื้นที่อันตรายไปยังโซนปลอดภัย (Safe Zone) หรือศูนย์พักพิง (Shelter) แต่สำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ คำนิยามของการ “หนีน้ำ” นั้นแตกต่างออกไป
วัฒนธรรม “ชั้นสองปลอดภัย” โครงสร้างบ้านเรือนในต่างจังหวัดของไทยส่วนใหญ่เป็นบ้านปูนสองชั้น ซึ่งถูกออกแบบมาโดยจิตวินญาณแห่งการเรียนรู้ภัยธรรมชาติ (Traditional Wisdom) เมื่อระดับน้ำท่วมสูง 1-2 เมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะขนย้ายทรัพย์สินและสมาชิกครอบครัวขึ้นสู่ชั้นสอง หรือที่เรียกว่า “Vertical Evacuation” (การอพยพแนวดิ่ง) แทนที่จะทิ้งบ้านเรือนไปยังศูนย์พักพิง
“ถ้าน้ำไม่มิดหัว เราไม่ออก” ชาวบ้านรายหนึ่งในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น “เรามีข้าวสาร เรามีแก๊สปิคนิค และที่สำคัญ เราต้องเฝ้าบ้าน”
ทัศนคตินี้สะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 2568 ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนในพื้นที่ แต่เป็น “วิถีชีวิต” ที่พวกเขาคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความคุ้นเคยนี้อาจกลายเป็นกับดักมรณะ เมื่อเจอกับรูปแบบฝนที่รุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน (Climate Change)
เบื้องหลังตัวเลข ห่วงทรัพย์สิน หรือ ไม่เชื่อมั่นในรัฐ?
จากการวิเคราะห์เชิงลึกและการสัมภาษณ์ผู้ประสบภัย พบปัจจัยหลัก 3 ประการ ที่ทำให้ยอดผู้อพยพในไทยต่ำกว่าเกณฑ์สากลอย่างมาก
- ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สิน (Asset Security Anxiety) ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือ “ความกลัวการถูกโจรกรรม” ในช่วงวิกฤตที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง การทิ้งบ้านไว้อาจหมายถึงการสูญเสียเครื่องมือทำมาหากิน รถมอเตอร์ไซค์ หรือทรัพย์สินมีค่า ทำให้หัวหน้าครอบครัวมักเลือกที่จะปักหลักเฝ้าบ้าน แม้จะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากท่ามกลางน้ำเน่าเสีย
- ความไม่สะดวกของศูนย์พักพิง (Shelter Inadequacy) แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) จะเตรียมศูนย์พักพิงไว้หลายร้อยแห่ง แต่ในทางปฏิบัติ ศูนย์เหล่านี้มักเป็นโรงเรียนหรือวัดที่มีความแออัด ขาดความเป็นส่วนตัว และที่สำคัญคือ “ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้า” สำหรับหลายครอบครัว สุนัข แมว หรือปศุสัตว์ คือสมาชิกสำคัญที่ไม่สามารถทิ้งไว้กลางน้ำได้ การอยู่ที่บ้านจึงเป็นทางเลือกที่มีมนุษยธรรมมากกว่าในสายตาของพวกเขา
- ปัญหาการเข้าถึงความช่วยเหลือ (Aid Accessibility Logisitics) เมื่อคนเลือกที่จะไม่ออกมา ภาระหนักจึงตกอยู่ที่หน่วยงานกู้ภัยที่ต้องทำหน้าที่ “Food Delivery” นำถุงยังชีพและน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายตามบ้านเรือน ซึ่งมีความยากลำบากและล่าช้ากว่าการดูแลคนในศูนย์รวม การกระจายตัวของผู้ประสบภัยทำให้ตัวเลขความช่วยเหลือดูเหมือนไม่ทั่วถึง ทั้งที่เจ้าหน้าที่ทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่

ความเสี่ยงใหม่ เมื่อ “บ้าน” กลายเป็น “เกาะร้าง”
แม้การไม่อพยพจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลและวิถีวัฒนธรรม แต่ในมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น กาชาดสากล (IFRC) สถานการณ์นี้สร้างความกังวลด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยอย่างยิ่ง
วิกฤตสุขอนามัย (Sanitation Crisis) การติดอยู่ในบ้านท่ามกลางน้ำท่วมขังนานนับสัปดาห์ หมายถึงการขาดแคลนน้ำสะอาดและระบบขับถ่ายที่ถูกสุขลักษณะ ส้วมซึมที่ไม่สามารถใช้งานได้นำไปสู่การระบาดของโรคทางเดินอาหารและโรคผิวหนัง ตัวเลขผู้ป่วยที่พุ่งสูงขึ้นในโรงพยาบาลสนามสะท้อนให้เห็นว่า “การรอดชีวิตจากกระแสน้ำ ไม่ได้หมายถึงรอดพ้นจากภัยพิบัติ”
กับดักความโดดเดี่ยว (Isolation Trap) เหตุการณ์ดินถล่มที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ของจังหวัดยะลา ชี้ให้เห็นอันตรายของการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง หากเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ เช่น หัวใจวาย หรืออุบัติเหตุ การช่วยเหลือผู้ป่วยออกจากบ้านที่ถูกล้อมรอบด้วยน้ำเชี่ยวและโคลนตม เป็นภารกิจที่ยากลำบากและมีความเสี่ยงสูงต่อทั้งผู้ป่วยและทีมกู้ภัย
บทเรียนและการปรับตัว จาก “การสงเคราะห์” สู่ “การจัดการความเสี่ยง”
ตัวเลขความต่างระหว่าง 2 ล้านคน กับ 13,000 คน ไม่ใช่ความล้มเหลวของการสื่อสาร แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของการจัดการภัยพิบัติแบบไทยๆ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงของประชาชน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
- ศูนย์พักพิงที่เป็นมิตร (Friendly Shelters) ยกระดับศูนย์พักพิงให้มีพื้นที่ส่วนตัว (Partition) และโซนสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อดึงดูดให้ประชาชนกล้าทิ้งบ้านออกมา
- ระบบรักษาความปลอดภัยชุมชน จัดตั้งเวรยามหรือใช้โดรนบินตรวจตราพื้นที่น้ำท่วมเพื่อป้องกันขโมย สร้างความอุ่นใจให้ผู้ที่ยอมอพยพ
- การเตรียมพร้อมระดับครัวเรือน (Household Preparedness) หากยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่อพยพ รัฐควรสนับสนุน “ชุดยังชีพเพื่อการกักตัว” (Self-isolation Kits) ที่มีอาหารแห้ง ยาสามัญ และถุงขับถ่ายฉุกเฉิน ให้เพียงพอสำหรับ 7 วัน แทนการรอรับถุงยังชีพรายวัน

บทสรุป ความยืดหยุ่นที่ต้องมาพร้อมความปลอดภัย
สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 2568 กำลังบอกเล่าเรื่องราวความอดทนเข้มแข็ง (Resilience) ของคนไทย ที่ปรับตัวอยู่กับธรรมชาติมายาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า “เส้นบางๆ” ระหว่างความเข้มแข็งกับความประมาท กำลังถูกท้าทายด้วยภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น
การที่คนไทย 2 ล้านคนได้รับผลกระทบแต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่อพยพ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงสถิติ แต่เป็นเสียงสะท้อนที่ภาครัฐต้องรับฟัง เพื่อออกแบบระบบความปลอดภัยที่ไม่ใช่แค่การลอกเลียนแบบตะวันตก แต่ต้องเข้าใจ “บริบทสังคมไทย” อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด เป้าหมายสูงสุดของการจัดการภัยพิบัติ ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องเข้าศูนย์อพยพ แต่คือการรับประกันว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกอยู่ที่บ้านหรือที่ศูนย์ ทุกชีวิตต้องปลอดภัย เข้าถึงอาหาร และได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงและทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตา
แหล่งที่มาจาก : am2con